ปี 2551 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงตลอดทั้งปีเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงินกลุ่มประเทศฝั่งตะวันตกที่รุนแรงใกล้ตัวและรุกลามอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดกันไว้มากจากโลกซีกอเมริกาลุกลามไปสู่ยุโรป จนเข้าถึงเอเชียและไปยังตะวันออกกลาง ทุกส่วนของโลกโดนพิษวิกฤตการเงินกันทั้งหมด ความเชื่อมโยงถึงกันเหมือนดังปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดเงินและกระทบถึงตลาดทุน ซึ่งในวันเข้าขั้นวิกฤติหนักไม่แพ้การล้มละลายของสถาบันการเงินหลายแห่งในต่างชาติ อันมีต้นเหตุจากปัญหาซัพไพร์ม
ความจริงนักลงทุนต่างชาติจับสัญญาณได้ถึงปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2551 ต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นในภูมิภาคเอเชียทิ้งเพื่อนำเงินกลับไปพยุงบริษัทแม่ที่ใกล้ล้มละลาย บางส่วนก็นำไปเติมสภาพคล่องกรณีที่เกิดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อนกำหนดเพราะความวิตกกังวลในปัญหา ซึ่งเป็นการทำทุกวิธีทางเพื่อความอยู่รอดแต่ในท้ายที่สุดแล้วการเทขายหุ้นออกไปก็ยังไม่สามารถชีวิตแก้ปัญหาบางบริษัทได้ จนต้องปล่อยให้ล้มละลายไป ความแรงของการเทขายยังมีอย่างต่อเนื่องเพราะความวิตกจากนักลงทุนโดยเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 51 ตลาดหลักทรัพย์หยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวเนื่องด้วยดัชนีราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงจากดัชนีราคาปิดวันทำการก่อนหน้า 43.29 จุดคิดเป็น 10.00% อาศัยอำนาจตามความในข้อ 15 ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การซื้อขายการชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2542ซึ่งกำหนดให้หยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องประกาศพักการซื้อขายชั่วคราวหลังดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรง 10% ในวันเดียว ปี 2551 เป็นปีที่มีข่าวหนาหูและปรากฏเป็นจริงที่สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาต้องเพิ่มทุนถูกเทกโอเวอร์ และล้มละลาย จนมาถึง “เลแมน บราเดอร์ส” และ “เอไอจี” ตลาดหุ้นของไทยโดยดัชนีปรับตัวลดลงในระดับต่ำสุด 380.05 จุด ในวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ทั้งที่ในต้นปีเดียวกันนั้น ณ วันที่ 2 มกราคม 2551 ดัชนีตลาดหุ้นปิดที่ 842.97 จุด เป็นดัชนีที่ลดลงต่ำพอๆ กับปี
2532และเป็นดัชนีที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์การเงินมื่อปี 2540